top of page
ค้นหา

คุณอาจเข้าใจเรื่อง "กล้ามเนื้อกับการเผาผลาญ" ผิดมาตลอด... งานวิจัยบอกความจริงอีกแบบ

  • รูปภาพนักเขียน: Muscle Mass
    Muscle Mass
  • 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

"เสียกล้าม 1 กก. การเผาผลาญจะพัง" จริงหรือ?


ช่วงนี้มีหลายคนออกมาแอนตี้การใช้ปากกาลดน้ำหนัก โดยให้เหตุผลว่า "ถ้าเสียกล้ามเนื้อ การเผาผลาญจะพัง" หรือ "กล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัมเผาผลาญพลังงานมหาศาล" จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าการสูญเสียกล้ามเพียงเล็กน้อยจะทำให้น้ำหนักกลับมาอย่างรวดเร็ว


แต่เมื่อดูจากงานวิจัยด้านสรีรวิทยา คำกล่าวนี้ เกินจริง


งานวิจัยพบว่า กล้ามเนื้อโครงร่าง (Skeletal Muscle) 1 กิโลกรัม ใช้พลังงานขณะพักเพียงประมาณ 13 กิโลแคลอรีต่อวัน เท่านั้น


ลองคำนวณดู


- กล้ามเนื้อ 1 กก. ≈ 13 kcal/วัน

- กล้ามเนื้อ 5 กก. ≈ 65 kcal/วัน

- กล้ามเนื้อ 10 กก. ≈ 130 kcal/วัน


หมายความว่า แม้คุณจะมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้นถึง 10 กิโลกรัม การเผาผลาญพื้นฐาน (BMR) ก็เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 130 กิโลแคลอรีต่อวัน เท่านั้น ไม่ใช่หลายร้อยหรือหลักพันแคลอรีอย่างที่หลายคนเข้าใจ


เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเทียบกับอาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน


กล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัม = ประมาณ 13 กิโลแคลอรีต่อวัน


13 กิโลแคลอรี มีค่าเทียบเท่ากับอาหารเพียงเล็กน้อย เช่น


- ข้าวสวยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

- แอปเปิลประมาณ 1–2 คำ

- กล้วยหอมประมาณ 1–2 คำ

- มันฝรั่งทอด (French Fries) ประมาณ 2–3 ชิ้น

- มันฝรั่งแผ่นทอด (Potato Chips) ประมาณ 2 แผ่น

- อัลมอนด์ประมาณ 2 เม็ด


นั่นหมายความว่า หากคุณสูญเสียกล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัม การเผาผลาญพื้นฐานจะลดลงเพียงเท่ากับพลังงานของอาหารปริมาณเล็กน้อยเหล่านี้ในหนึ่งวัน


แล้วถ้าเป็น 10 กิโลกรัมล่ะ?


กล้ามเนื้อ 10 กิโลกรัม จะใช้พลังงานประมาณ 130 กิโลแคลอรีต่อวัน


130 กิโลแคลอรี เทียบได้กับ


- มันฝรั่งทอดขนาดเล็กประมาณ 1 ซอง

- ข้าวสวยประมาณ 1 ทัพพี

- กล้วยหอมประมาณ 1 ผล

- น้ำอัดลมประมาณ 1 กระป๋องเล็ก

- ขนมปังประมาณ 2 แผ่น

- ไอศกรีมประมาณครึ่งถ้วย


ดังนั้น แม้จะเพิ่มหรือลดมวลกล้ามเนื้อถึง 10 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากสำหรับคนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญพื้นฐานก็ยังอยู่ในระดับเพียงประมาณ 130 กิโลแคลอรีต่อวัน เท่านั้น


ในทางกลับกัน หากสูญเสียกล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัม ก็ไม่ได้หมายความว่าการเผาผลาญจะลดลงอย่างมหาศาล แต่จะลดลงเพียงประมาณ 13 กิโลแคลอรีต่อวัน เท่านั้น


ดังนั้น การกล่าวว่า "เสียกล้ามนิดเดียว การเผาผลาญพัง" จึงไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์


อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ ไม่ได้แปลว่ากล้ามเนื้อไม่มีความสำคัญ


กล้ามเนื้อยังมีบทบาทสำคัญหลายด้าน ได้แก่


- เพิ่มความแข็งแรงและสมรรถภาพของร่างกาย

- ช่วยให้เคลื่อนไหวและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

- ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มความไวต่ออินซูลิน

- ลดความเสี่ยงการหกล้ม โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น

- ทำให้รูปร่างกระชับและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ที่สำคัญ คนที่มีกล้ามเนื้อเยอะมักใช้พลังงานรวมต่อวันมากกว่า ไม่ใช่เพราะกล้ามเนื้อเผาผลาญพลังงานมหาศาลขณะพัก แต่เป็นเพราะพวกเขามักออกกำลังกายหนักกว่า เคลื่อนไหวมากกว่า ใช้แรงมากกว่า และมีการใช้พลังงานในการซ่อมแซมร่างกายหลังการฝึก ส่งผลให้ การใช้พลังงานรวมต่อวัน (TDEE) สูงขึ้น


ดังนั้น เป้าหมายของการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะใช้การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย หรือการใช้ยาลดน้ำหนัก ควรเป็น ลดไขมัน พร้อมรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ให้มากที่สุด ด้วยการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอและออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Training)


การรักษากล้ามเนื้อไว้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ก็ไม่ควรนำข้อมูลที่เกินจริงมาสร้างความกลัวว่าการใช้ปากกาลดน้ำหนักจะทำให้ "ระบบเผาผลาญพัง" เพราะจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญจากมวลกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มากอย่างที่หลายคนเชื่อ


สุดท้าย การตัดสินใจเลือกวิธีลดน้ำหนักควรอาศัย ข้อมูลจากงานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์ มากกว่าความเชื่อหรือข้อมูลที่ถูกส่งต่อกันโดยไม่มีการตรวจสอบ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือ การลดไขมัน รักษาสุขภาพ และทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาว

"เสียกล้าม 1 กก. การเผาผลาญจะพัง" จริงหรือ?


ช่วงนี้มีหลายคนออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ปากกาลดน้ำหนัก โดยให้เหตุผลว่า "หากน้ำหนักลดแล้วสูญเสียกล้ามเนื้อ การเผาผลาญจะพัง" หรือ "กล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัมเผาผลาญพลังงานมหาศาล" จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าการสูญเสียกล้ามเนื้อเพียงเล็กน้อยจะทำให้น้ำหนักกลับมาอย่างรวดเร็ว


แต่เมื่อย้อนกลับไปดูงานวิจัยด้านสรีรวิทยาของมนุษย์ จะพบว่าความเชื่อนี้ ถูกพูดเกินกว่าข้อมูลที่มีอยู่จริง


งานวิจัยพบว่า กล้ามเนื้อโครงร่าง (Skeletal Muscle) 1 กิโลกรัม ใช้พลังงานขณะพัก (Resting Energy Expenditure) เพียงประมาณ 13 กิโลแคลอรีต่อวัน


ลองคำนวณดู


- กล้ามเนื้อ 1 กก. ≈ 13 kcal/วัน

- กล้ามเนื้อ 2 กก. ≈ 26 kcal/วัน

- กล้ามเนื้อ 5 กก. ≈ 65 kcal/วัน

- กล้ามเนื้อ 10 กก. ≈ 130 kcal/วัน


นั่นหมายความว่า แม้คุณจะเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ถึง 10 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มากสำหรับคนทั่วไป การเผาผลาญพื้นฐาน (BMR) ก็จะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 130 กิโลแคลอรีต่อวัน เท่านั้น ไม่ใช่หลายร้อยหรือหลักพันกิโลแคลอรีอย่างที่หลายคนเข้าใจ


แล้ว 13 กิโลแคลอรี มากหรือน้อยแค่ไหน?


เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเทียบกับอาหารในชีวิตประจำวัน


กล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัม = เผาผลาญประมาณ 13 กิโลแคลอรีต่อวัน


13 กิโลแคลอรี เทียบได้กับ


- ข้าวสวยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

- แอปเปิลประมาณ 1–2 คำ

- กล้วยหอมประมาณ 1–2 คำ

- มันฝรั่งทอด (French Fries) ประมาณ 2–3 ชิ้น

- มันฝรั่งแผ่นทอด (Potato Chips) ประมาณ 2 แผ่น

- อัลมอนด์ประมาณ 2 เม็ด


นั่นหมายความว่า หากคุณสูญเสียกล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัม การเผาผลาญพื้นฐานจะลดลงเพียงเทียบเท่าพลังงานของอาหารปริมาณเล็กน้อยเหล่านี้ในหนึ่งวัน


แล้วถ้าสูญเสียกล้ามถึง 10 กิโลกรัม ล่ะ?


กล้ามเนื้อ 10 กิโลกรัม ใช้พลังงานประมาณ 130 กิโลแคลอรีต่อวัน เทียบได้กับ


- มันฝรั่งทอดขนาดเล็กประมาณ 1 ซอง

- ข้าวสวยประมาณ 1 ทัพพี

- กล้วยหอมประมาณ 1 ผล

- น้ำอัดลมประมาณ 1 กระป๋องเล็ก

- ขนมปังประมาณ 2 แผ่น

- ไอศกรีมประมาณครึ่งถ้วย


ดังนั้น แม้จะเพิ่มหรือลดมวลกล้ามเนื้อถึง 10 กิโลกรัม การเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญพื้นฐานก็ยังอยู่ในระดับเพียง 130 กิโลแคลอรีต่อวัน เท่านั้น


แล้วทำไมคนมีกล้ามถึงดูเหมือนเผาผลาญดีกว่า?


เพราะสิ่งที่เพิ่มขึ้นจริงไม่ใช่แค่ BMR แต่คือ การใช้พลังงานรวมต่อวัน (Total Daily Energy Expenditure: TDEE)


คนที่มีกล้ามเนื้อเยอะมักจะ


- เวทเทรนนิ่งหนักกว่า

- เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากกว่า

- ใช้แรงได้มากกว่า

- ออกกำลังกายได้นานกว่า

- มีการใช้พลังงานในการซ่อมแซมร่างกายหลังการฝึก


สิ่งเหล่านี้รวมกันทำให้ใช้พลังงานต่อวันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจาก "การใช้ชีวิต" ไม่ใช่เพราะกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวเผาผลาญพลังงานมหาศาลขณะนั่งเฉย ๆ


นั่นแปลว่าไม่ต้องสนใจการรักษากล้ามเนื้อหรือ?


ไม่ใช่เลย


กล้ามเนื้อยังเป็นเนื้อเยื่อที่มีความสำคัญมาก เพราะช่วย


- รักษาความแข็งแรงของร่างกาย

- เพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย

- ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มความไวต่ออินซูลิน

- ลดความเสี่ยงของการหกล้มเมื่ออายุมากขึ้น

- ทำให้รูปร่างกระชับและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ดังนั้น การรักษามวลกล้ามเนื้อจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะ "กล้ามเนื้อเผาผลาญมหาศาล" หากเป็นเพราะประโยชน์ด้านสุขภาพและสมรรถภาพของร่างกายในระยะยาว


ไม่ว่าจะลดน้ำหนักด้วยวิธีไหน เวทเทรนนิ่งก็ยังสำคัญ


ไม่ว่าคุณจะลดน้ำหนักด้วย


- การควบคุมอาหาร

- การนับแคลอรี

- การทำ IF

- คาร์บต่ำ

- คีโต

- การออกกำลังกาย

- ยาลดน้ำหนัก

- หรือปากกาลดน้ำหนัก


สิ่งหนึ่งที่ทุกวิธีควรทำเหมือนกัน คือ การเวทเทรนนิ่ง (Resistance Training)


เหตุผลไม่ใช่เพราะเวทเทรนนิ่งจะทำให้การเผาผลาญเพิ่มขึ้นหลายร้อยแคลอรีต่อวัน แต่เพราะการเวทเทรนนิ่งช่วย รักษามวลกล้ามเนื้อ ในช่วงที่ร่างกายอยู่ในภาวะขาดพลังงาน ทำให้สัดส่วนของน้ำหนักที่ลดลงเป็นไขมันมากขึ้น และลดการสูญเสียกล้ามเนื้อ


เมื่อทำร่วมกับการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอ ก็จะช่วยรักษาความแข็งแรง รูปร่าง และสมรรถภาพของร่างกายได้ดีกว่าการลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว


ดังนั้น ประเด็นที่ควรถกเถียงกัน ไม่ใช่ว่าปากกาลดน้ำหนักดีหรือไม่ดี แต่ควรเป็นว่า ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักได้รับโปรตีนเพียงพอหรือไม่ และมีการเวทเทรนนิ่งเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อหรือเปล่า


สรุป


การสูญเสียกล้ามเนื้อไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม แต่ก็ไม่ควรพูดเกินจริงจนทำให้คนเข้าใจว่า "เสียกล้าม 1 กิโลกรัม การเผาผลาญจะพัง" เพราะจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัม ใช้พลังงานขณะพักเพียงประมาณ 13 กิโลแคลอรีต่อวัน และแม้จะเพิ่มหรือลดกล้ามเนื้อถึง 10 กิโลกรัม การเปลี่ยนแปลงของ BMR ก็อยู่ที่ประมาณ 130 กิโลแคลอรีต่อวัน เท่านั้น


การรักษามวลกล้ามเนื้อยังคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ควรเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง นั่นคือเพื่อรักษาความแข็งแรง สุขภาพ คุณภาพชีวิต และช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นการลดไขมันมากกว่าลดกล้ามเนื้อ


สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีลดน้ำหนักแบบใด หลักการที่ดีที่สุดยังคงเหมือนเดิม


✅ รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ

✅ เวทเทรนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ

✅ ลดไขมัน พร้อมรักษามวลกล้ามเนื้อ

✅ เลือกวิธีที่สามารถทำได้ต่อเนื่องในระยะยาว


เพราะเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ "น้ำหนักลด" แต่คือ การมีสุขภาพดี องค์ประกอบร่างกายที่ดี และสามารถรักษาผลลัพธ์นั้นไว้ได้ในระยะยาว

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
Semaglutide vs tirzepatide vs retatrutide

เปรียบเทียบ 3 กลไกการวิจัยด้านการจัดการน้ำหนัก: Semaglutide, Tirzepatide และ Retatrutide ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานวิจัยด้านการจัดการน้ำหนักและเมตาบอลิซึมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารออกฤทธิ์ใ

 
 
 
กลไลหลักของ ตัวลดน้ำหนักและ ประสิทธิภาพในการคุมหิว

🔬 กลไกของ Semaglutide, Tirzepatide และ Retatrutide – ทำไมแรงต่างกัน? > ⚠️ Disclaimer: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อ ความรู้และการวิจัยเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ที่กล่าวถึงมีไว้สำหรับ การศ

 
 
 

ความคิดเห็น


  • Facebook
ไลน์สั่ง test sarm และฮอโมนต่างๆ

⚠️สินค้าในเว็บไซต์นี้จำหน่ายเพื่อการวิจัยเท่านั้น มิใช่ยา เวชภัณฑ์ หรืออาหารเสริม

⚠️For research purposes only. Not for human consumption or medical use.

  • Facebook
  • Line

MUSCLE MASS THAILAND

bottom of page